โรคตับเป็นภัยเงียบที่ค่อยๆ กัดกินสุขภาพเราโดยไม่รู้ตัว หลายคนเข้าใจว่าโรคตับเกิดจากการดื่มสุราเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว พฤติกรรมการกินและไวรัสก็เป็นสาเหตุสำคัญเช่นกัน โรคตับไม่ได้เกิดขึ้นปุบปับ แต่มีพัฒนาการความรุนแรงแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1: ตับอักเสบ (Inflammation)
อาการ: มักไม่แสดงอาการชัดเจน หรืออาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัว หรือปวดตื้อๆ บริเวณชายโครงขวา
สิ่งที่เกิดขึ้น: ตับเริ่มมีการบวมหรืออักเสบ ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส สารพิษ หรือไขมันส่วนเกิน ร่างกายจะพยายามต่อสู้กับเชื้อโรคหรือฟื้นฟูเนื้อเยื่อ
✅ การรักษา: ระยะนี้ตับยังสามารถฟื้นฟูตัวเองได้หากได้รับการดูแลที่ถูกต้อง และกำจัดสาเหตุของการอักเสบออกไป
ระยะที่ 2: พังผืดในตับ (Fibrosis)
อาการ: ยังคงไม่แสดงอาการชัดเจนมากนัก แต่อาจเริ่มมีอาการย่อยอาหารผิดปกติ ท้องอืดง่าย
สิ่งที่เกิดขึ้น: เมื่อตับอักเสบเรื้อรัง ร่างกายจะสร้างพังผืด (แผลเป็น) ขึ้นมาแทนที่เนื้อเยื่อตับที่ดี ทำให้การไหลเวียนเลือดและการทำงานของตับเริ่มลดประสิทธิภาพลง
✅ การรักษา: หากตรวจพบในระยะนี้ และรีบทำการรักษา ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม พังผืดอาจลดลงและหยุดการดำเนินโรคได้
ระยะที่ 3: ตับแข็ง (Cirrhosis)
อาการ: ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องมาน (มีน้ำในช่องท้อง) ขาบวม เลือดออกง่าย คันตามตัว ผอมลงอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่เกิดขึ้น: พังผืดเกิดขึ้นจำนวนมากจนกลายเป็นแผลเป็นถาวร เนื้อตับแข็งและขรุขระ เซลล์ตับถูกทำลายไปมากจนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เลือดไหลผ่านตับได้ยาก
⚠️ ความเสี่ยง: เป็นระยะที่อันตรายและไม่สามารถรักษาให้ตับกลับมาเหมือนเดิมได้ 100% ทำได้เพียงประคับประคองอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อน
ระยะที่ 4: ตับวายและมะเร็งตับ (Liver Failure / Cancer)
อาการ: สับสน ง่วงซึม (เนื่องจากสารพิษคั่งในสมอง) อาเจียนเป็นเลือด ไตวาย และระบบต่างๆ ล้มเหลว
สิ่งที่เกิดขึ้น: ตับสูญเสียการทำงานโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถกำจัดสารพิษหรือสร้างโปรตีนได้อีกต่อไป เซลล์ตับอาจกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็ง
🚑 การรักษา: ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด อาจต้องพิจารณาการปลูกถ่ายตับ
อย่ารอให้ถึงระยะสุดท้าย!
การตรวจสุขภาพประจำปีและหมั่นสังเกตอาการตัวเองคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด หากคุณมีความเสี่ยง ดื่มแอลกอฮอล์ หรือน้ำหนักเกิน ควรเริ่มดูแลตับตั้งแต่วันนี้
สั่งซื้อ B Liv เพื่อบำรุงตับ